

U-SCHOOLS MENTORING
โครงการพัฒนาคุณภาพการศึกษาและชุมชน
โดยสถาบันอุดมศึกษาเป็นพี่เลี้ยง:
เครือข่ายอุดมศึกษาภาคตะวันออก(มหาวิทยาลัยบูรพา)
ST THERESA INTERNATIONAL UNIVERSITY

พัฒนาผู้เรียน: สู่การยกระดับ PISA
ความเป็นมาของการสอบ PISA
การสอบ PISA หรือ Programme for International Student Assessment เกิดขึ้นจากความริเริ่มขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในช่วงปลายทศวรรษ 1980 โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างเครื่องมือเปรียบเทียบและยกระดับนโยบายการศึกษาของประเทศสมาชิกผ่านข้อมูลเชิงประจักษ์ แนวคิดสำคัญคือการวัดผลที่สะท้อนศักยภาพของผู้เรียนในการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตจริง ไม่ใช่แค่การท่องจำเนื้อหา
จุดเด่นและรูปแบบการดำเนินการ
-
กลุ่มตัวอย่าง: PISA กำหนดกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนที่มีอายุระหว่าง 15 ปี 3 เดือน ถึง 16 ปี 2 เดือน ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ในระบบโรงเรียน โดยไม่คำนึงถึงระดับชั้น เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบข้ามประเทศได้อย่างมีมาตรฐาน
-
การสลับวิชาหลัก: ในการสอบแต่ละรอบ (ทุก 3 ปี) จะเน้นหนักไปที่วิชาใดวิชาหนึ่งในสามวิชาหลัก ได้แก่ คณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ หมุนเวียนกันไปเป็นวัฏจักรประมาณ 9 ปี เพื่อให้มีการศึกษาเชิงลึกในแต่ละด้านอย่างครบถ้วน
-
การพัฒนาเนื้อหา: ในแต่ละรอบจะมีการเพิ่มเติมวิชาหรือทักษะใหม่ๆ ที่ทันสมัย เพื่อให้การประเมินสอดคล้องกับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น การคิดอย่างสร้างสรรค์ (PISA 2022) การเรียนรู้ในโลกดิจิทัล และการประเมินภาษาอังกฤษเป็นวิชาเลือก (PISA 2025)
แนวทางการเตรียมผู้เรียนเพื่อการสอบ PISA
การเตรียมความพร้อมสำหรับ PISA ไม่ใช่การ "สอนพิเศษ" เพื่อทำข้อสอบให้ได้ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนรู้เพื่อสร้าง "ความฉลาดรู้" (Literacy) ให้เกิดขึ้นกับผู้เรียน แนวทางที่หน่วยงานทางการศึกษาไทยกำลังขับเคลื่อนมีดังนี้:
1. ปรับเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้: จากการท่องจำสู่การคิดวิเคราะห์
หัวใจสำคัญคือการปรับวิธีการเรียนการสอนในห้องเรียนให้มุ่งเน้นการฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ความรู้มากกว่าการท่องจำ ครูจำเป็นต้องออกแบบกิจกรรมที่กระตุ้นให้ผู้เรียน:
-
ฝึกตีความข้อมูลจากสถานการณ์ต่างๆ
-
เชื่อมโยงองค์ความรู้ไปสู่การแก้ปัญหาในชีวิตจริง
-
สร้างนิสัยการตั้งคำถามและค้นหาคำตอบอย่างมีเหตุผล
2. ใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีมาเสริมการฝึกฝน
เทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้ผู้เรียนคุ้นเคยกับรูปแบบข้อสอบและฝึกฝนได้อย่างต่อเนื่อง แนวทางที่เห็นได้ชัดเจน ได้แก่:
-
ระบบทดสอบออนไลน์: มีการนำระบบ เช่น PISA Style Online Testing มาใช้ให้นักเรียนได้ฝึกทำข้อสอบที่มีรูปแบบคล้ายกับข้อสอบจริง
-
การพัฒนาแอปพลิเคชัน: เช่น การพัฒนา Application ที่ประยุกต์ใช้ AI (Typhoon Model) มาเป็น Platform บนโปรแกรม LINE เพื่อให้นักเรียนสามารถฝึกทำข้อสอบ PISA-Like ได้สะดวกทุกที่ทุกเวลา ซึ่งผลการทดลองนำร่องพบว่านักเรียนที่ฝึกฝนบ่อยครั้งจะมีแนวโน้มคะแนนที่ดีขึ้น
3. เตรียมความพร้อมในระดับโครงสร้างและบุคลากร
การเตรียมผู้เรียนให้ประสบความสำเร็จจำเป็นต้องอาศัยความพร้อมของทั้งระบบ:
-
การอบรมครูแกนนำ: มีการจัดอบรมครูแกนนำระดับจังหวัดเพื่อทำหน้าที่เป็น "ผู้นำการเปลี่ยนแปลง" นำความรู้เกี่ยวกับชุดพัฒนาความฉลาดรู้ไปขยายผลและประยุกต์ใช้ในห้องเรียนของตนเอง
-
การประเมินความพร้อมของสถานศึกษา: หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีการตรวจสอบและประเมินความพร้อมของสถานศึกษาในหลายด้าน ทั้งโครงสร้างพื้นฐาน บุคลากร และการบริหารจัดการ เพื่อให้แน่ใจว่าสามารถจัดการเรียนการสอนและรองรับการทดสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเตรียมตัวสำหรับการสอบ PISA 2025
โดยสรุป PISA เป็นการประเมินที่มุ่งวัดศักยภาพในการใช้ความรู้ในโลกจริง ดังนั้นแนวทางการเตรียมผู้เรียนจึงไม่ได้เน้นที่การ "ติว" เพื่อทำข้อสอบ แต่เป็นการปรับเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนได้ฝึกคิด วิเคราะห์ และแก้ปัญหาอย่างสม่ำเสมอ ควบคู่ไปกับการใช้เทคโนโลยีและระบบสนับสนุนที่เอื้อต่อการพัฒนาทักษะเหล่านี้
ความคาดหวังของ U-School
---------------
ต้องการให้สถานศึกษาพัฒนาทักษะการอ่าน และสร้างนิสัยรักการอ่านของนักเรียน ประกันคุณภาพด้านความสามารถและนิสัยรักการอ่าน เพื่อเป้าประสงค์ปลายทางที่สำคัญของประเทศประการหนึ่ง คือ การยกระดับคุณภาพผลการสอบ PISA ซึ่งในสภาพจริงก็คือ การยกระดับคาวามสามารถในการอ่าน การคิดวิเคราะห์ และคิดสร้างสรรค์ของเยาวชน
----------------
ตัวอย่างผลงานและความพยายามของสถานศึกษาในโครงการ
----------
1. ประกันคุณภาพการอ่าน โดยกำหนดเป้าประสงค์ดังนี้
-
ป. 1 อ่านออก สามารถอ่านประโยคสั้น ๆ หรือพารากราฟสั้นๆได้
-
ป.2 อ่านคล่อง อ่านออกเสียงได้คล่อง อ่านเป็นพารากราฟยาว ๆ ได้
-
ป.3 อ่านเก่ง: อ่านเชิงวิเคราะห์ สามารถแปลความตีความและขยายความเบทความนั้นๆ ได้ ตอบคำถามเชิงวืเคราะห์ได้
-
ป.4-6 เป็นนักอ่านแบบสะสมไมล์ มีบันทึกนักอ่าน ที่ระบุเรื่องที่อ่านในแต่ละดัน เรื่ออะไร สาระสำคัญเป็นอย่างไร เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินชีวิตอย่างไร เมื่อจบชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ควรอ่านสะสมมาแล้วไม่น้อยกว่า 6000 หน้ากระดาษ
>>>ในปี 2568-2569 ดำเนินการทุกโรงเรียน แต่ความเข้มข้นในการจัดทำบันทึกนักอ่าน ยังไม่สม่ำเสมอ และจริงจัง<<<
>>>แนวดำเนินการ คุณค่ากิจกรรม<<<
2. การพัฒนาแบบฝึก ชุดฝึก เพื่อเสริมทักษะการอ่าน: มีแนวปฏิบัติที่หลากหลาย ตัวอย่างเช่น
-
ภาษาไทยวันละคำ
-
ภาษาไทยและภาษาอังกฤษวันละคำ
-
คลินิกหมอภาษา
-
ห้องสุดเคลื่อนที่
-
ภาษาพาสนุก
-
Fun with English
-
พัฒนาทักษะการอ่านโดยใช้บัตรคำแยกสี
-
โครงการเสียงตามสาย
-
บัญชีคำพื้นฐานภาษาไทย บัญชีคำศัพท์ภาษาอังกฤษ
-
หนังสือท่องเที่ยวจังหวัดนครนายก
-
หรรษาสารานุกรมไทย
-
ชุดอ่านจับใจความสำคัญตามแนว PISA พิชิตความคิด
-
รู้จักเสียงเรียบเรียงเป็นประโยคภาษาไทย
รู้จักเสียงเรียบเรียงเป็นประโยคภาษาอังกฤษ -
กิจกรรมภาษา-สุภาษิตวันละคำ
-
กิจกรรมรักการอ่าน

